บทความสำหรับพ่อแม่

คาถาป้องกันยาเสพติด

ที่มา :  


เอแบคโพลล์ได้สำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดของเยาวชนไทยพบว่ามีการใช้ยาเสพติดประเภทต่างๆ ไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่ถึง 1.7 ล้านคน

จากข้อมูลของเอแบคโพลล์ที่ได้มีการสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาของเยาวชนไทยใน 17 จังหวัด พบว่ามีการใช้ยาเสพติดประเภทต่างๆ ไม่นับรวมเหล้าและบุหรี่ มากถึง 1.7 ล้านคน อันดับหนึ่งเสพกัญชา รองลงมาคือยาบ้า 

ภัยคุกคามเยาวชน

นพ.วศิน บำรุงชีพ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติด โรงพยาบาลมนารมย์ ได้สะท้อนผ่านมุมมองและประสบการณ์ในการบำบัดผู้ติดสารเสพติดว่า สาเหตุที่ทำให้เยาวชนไทยเริ่มใช้สารเสพติดเร็วขึ้น เพราะสารเสพติดประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และเครื่องดื่มชูกำลัง เป็นสิ่งเสพติดถูกกฎหมายทำให้เด็กและเยาวชนทดลองได้ง่าย จึงเป็นประตูนำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่น 

นพ.วศิน อธิบายว่า หากใช้ยาเสพติดนานๆ ทำให้เกิดภาวะสมองติดยาได้ ภาวะสมองติดยาจะมีผลต่อสมอง 2 ส่วน คือ สมองส่วนนอกหรือสมองส่วนคิด (Cerebral Cortex) และสมองส่วนที่อยู่ชั้นในหรือสมองส่วนอยาก (Limbic System) สมองส่วนคิดทำหน้าที่ควบคุมสติปัญญา ใช้ความคิดแบบมีเหตุผล ขณะที่สมองส่วนอยากเป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก 
เวลาที่คนเสพยาเสพติด ตัวยาจะไปกระตุ้นทำให้สมองสร้างสารเคมีชื่อ "โดปามีน " ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกมีความสุข แต่ยาเสพติดทำให้สมองสร้างโดปามีนมามากกว่าที่ธรรมชาติกำหนดจนทำให้รู้สึกเป็นสุขมากขึ้นกว่าปกติ สมองจึงมีการปรับตัวด้วยการ"ลด" การหลั่งสารเคมีนั้นลง เมื่อหมดฤทธิ์ของยาเสพติด จึงเสมือนว่าร่างกายมีอาการขาดสารโดปามีนทำให้มีอาการหงุดหงิด หรือซึมเศร้า ส่งผลให้ผู้เสพยาพยายามแสวงหายามาใช้ซ้ำ ต้องทำทุกวิถีทางให้ได้ยาเสพติดมาเสพ และเมื่อสมองไม่ได้รับการกระตุ้นจากยาเสพติด โดปามีนตามธรรมชาติก็ไม่พอสร้างความสุขจนเกิดอาการทุรนทุราย

เมื่ออยากมีความสุขก็ต้องพึ่งยาเสพติด สมองจึงจะหลั่งโดปามีนมามากพอจนเกิดความสุขได้ อาการเช่นนี้เรียกว่า "สมองติดยา" ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ อาจมีอาการทางจิตร่วมด้วย และสามารถเป็นโรคจิตเภทเต็มขั้นได้ในที่สุด เนื่องจากสมองได้ถูกทำลายไปแล้ว

“เมื่อใช้ยาเสพติดบ่อยๆ จะทำให้สมองส่วนคิดถูกทำลาย การใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลจะเสียไปแล้วสมองส่วนอยากจะอยู่เหนือสมองส่วนคิด จนทำอะไรตามใจตามอารมณ์มากกว่าเหตุผล เรียกง่ายๆ ว่า ความเป็นคนหายไป เหลือแต่สัญชาตญาณ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสัตว์ ทำให้ผู้ที่ใช้ยามักแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม มีอารมณ์ก้าวร้าว หงุดหงิด ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เช่น การปล้น จี้เด็กเป็นตัวประกัน ลักขโมย หรือก่อเรื่องที่ผิดศีลธรรมผิดกฎหมายขึ้น เพื่อที่จะหาทางเสพยาเสพติด จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นในสังคม”

“เกลียด กลัว หนี”

จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยาเสพติด แนะข้อควรปฏิบัติและวิธีที่จะช่วยทำให้เด็ก "หลุดพ้น" จากยาเสพติด ว่า พ่อแม่ ผู้ปกครองครูอาจารย์จะต้องช่วยกัน โดยให้ยึดหลัก 3 คาถาป้องกันยาเสพติด 3 ข้อ คือ “เกลียด กลัว หนี” มาช่วยสกัดภัยจากยาเสพติด ดังนี้

เริ่มต้นจากคำว่า "เกลียด" พ่อแม่และครูจะต้องเน้นย้ำถึงพิษภัยของยาเสพติดให้เข้าไปอยู่ในจิตใจของเด็กให้ได้ ทำให้เด็กรู้สึกเกลียดยาเสพติด เพราะยาเสพติดเป็นภัยต่อตัวเองและสังคมประเทศชาติ พยายามปรับทัศนคติให้มีเชิงลบ ต้องให้เด็กไม่ชอบ ไม่ใช้ แต่ตราบใดที่เด็กยังคิดว่า ยาบ้า ยาไอซ์ กัญชา หรือยาเสพติดที่ถูกกฎหมายอย่าง สุรา บุหรี่ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง เมื่อเสพแล้วจะทำให้มีความสุข ฮึกเหิม สนุก ครึ้มอกครึ้มใจ ดื่มนิดดื่มหน่อยคงไม่เป็นไร คงหนีไม่พ้นที่จะตกเป็นทาสของยาเสพติด จึงต้องปลูกฝังให้เด็กเกลียดมีความรู้สึกไม่ดีกับยาเสพติดให้ได้ 

ถัดมาคือคำว่า"กลัว" พ่อแม่และครูจะต้องสอนเด็กว่า การใช้ยาเสพติดนอกจากจะเป็นผลเสียต่อร่างกายและอวัยวะส่วนต่างๆ แล้ว ยาเสพติดยังไปทำลายสมองอีกด้วย ทำให้สมองส่วนคิดวิเคราะห์เหตุผลเสียไป ทำให้การเรียน การงาน และหน้าที่ความรับผิดชอบแย่ลง โดยจะต้องช่วยกันให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่เด็ก และทำให้เด็กกลัว ว่าการใช้ยาเสพติดอาจทำให้เจ็บป่วยได้ เช่น มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง โรคจิตเภท ติดเชื้อเอชไอวี ซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย เป็นต้น โดยอาจจะพาเด็กไปเห็นตัวอย่างคนที่ป่วยใกล้จะตายด้วยโรคที่เกิดจากการใช้ยาเสพติด เช่น ญาติพี่น้องที่ป่วย หรือที่โรงพยาบาล เป็นต้น

สุดท้ายคำว่า"หนี" คือต้องพยายามพาเด็กหลีกเลี่ยงสังคมที่มียาเสพติดให้ได้ เพราะเด็กบางคนมีเพื่อนที่สนิทกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาอาจถูกชักชวนให้ใช้ยาเสพติดจะต้องพาเด็กหนีออกจากสังคมเพื่อนที่ใช้ยาเสพติดให้ได้ เพราะถ้าคิดจะเลิกและไม่ใช้ยาเสพติดจะต้องหนีไปให้ไกล เพราะถ้าไม่หนีสักวันอาจจะต้องเข้าไปใช้ยาเสพติดได้ 

นอกจากกลุ่มเพื่อนแล้ว สถานที่และสิ่งแวดล้อมที่อาจมียาเสพติดปะปนอยู่จะต้องหลีกเลี่ยงด้วย เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ และสถานที่เที่ยวกลางคืนอาจจะทำให้เด็กเข้าไปใช้ยาเสพติดได้ ขณะเดียวกันต้องปรับวิถีชีวิตที่ไม่สุ่มเสี่ยงกับยาเสพติด เช่นพาไปออกกำลังกาย เล่นดนตรี เข้าฟิตเนส แบดมินตัน เทนนิส หรือกิจกรรมสร้างสรรค์กับครอบครัว อ่านหนังสือ ดูต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ 

"พ่อแม่ครูหรือเด็กเองจะเอาใจใส่ในการป้องกัน เพราะว่าการบำบัดรักษาต้องใช้ระยะเวลานานเป็นปี หรือมากกว่านั้น ซึ่ง "ไม่ใช่" ว่าการบำบัดรักษาหายแล้วก็ไม่สามารถรับประกันว่าเด็กจะไม่กลับไปใช้อีก เพราะตราบใดที่สังคมยังหละหลวมไม่มีมาตรการจัดการและป้องกันแก้ไขอย่างเด็ดขาด ก็ยิ่งจะทำให้ยาเสพติดเข้าถึงตัวเด็กได้ง่ายขึ้น"