ข่าวฮอต !!!

นักวิชาการชี้เด็กบกพร่องจริยธรรม เหตุสถาบันครอบครัวละเลย


อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ท่านทูตกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย และศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ (ซ้ายไปขวา) ขณะเข้าร่วมงานเสวนา "จริยธรรมในสังคมไทยปัจจุบัน" ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง

อาจเป็นเรื่องโชคดีที่สังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมการศึกษาเปิดกว้าง ให้โอกาสเด็ก ๆ ได้แสดงความคิดเห็นมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งทำให้เด็ก ๆ ได้เข้าใจว่า การ “เห็นต่าง” ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือผิดปกติ หากแต่เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ถือเป็นความแตกต่างทางความคิด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล

แต่จากวิกฤตทางการเมืองและความขัดแย้งของผู้คนในสังคม ส่วนหนึ่งได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็น ที่เกี่ยวข้องทางการเมืองกันอย่างแพร่หลาย ไม่เว้นแม้แต่ในสังคมครูและเด็กนักเรียนในสถาบันการศึกษา ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความก้าวหน้าของอนาคตชาติ และนำมาซึ่งความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนสองกลุ่ม สองฝ่าย ไม่แตกต่างจากสังคมของผู้ใหญ่แต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ในเวทีแสดงความคิดเห็นของเด็กรุ่นใหม่ หลาย ๆ โรงเรียนกลับพบว่าได้เป็นเวที ที่แสดงให้เห็นว่า ปัญหา “จริยธรรมบกพร่อง” ได้ลุกลามเข้ามาสู่โลกของนักเรียนนักศึกษาแล้วอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากมีเด็กจำนวนไม่น้อย ที่พยายามจะสื่อสารออกมาให้สังคมได้รับรู้ว่า การคดโกง ฉ้อราชย์บังหลวง หรือการคอรัปชันของนักการเมืองนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ด้วยประโยคที่ว่า “คนที่โกงกินยังช่วยให้บ้านเมืองดีขึ้น ดีกว่าคนที่ไม่โกงแต่ไม่ช่วยทำอะไรเลย” หรือ “ผิดนิด ผิดหน่อยไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เขาช่วยให้คนรวยขึ้นมาตั้งเยอะ” รวมถึงการแสดงความไม่เห็นด้วย ที่สังคมอีกส่วนหนึ่งต่อต้านนักการเมืองทุจริต

จากประเด็นดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ นักวิชาการอิสระชื่อดัง ได้ให้ความเห็นว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้า และอันตรายมากสำหรับเมืองไทยที่มุมมองข องเด็กบางส่วนยอมรับการคดโกงว่าเป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ใคร ๆ ก็ทำกัน”

“เมื่อการโกงกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ กลายเป็นแฟชั่นทางความคิด ของนักเรียนบางส่วน เรื่องเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพื้นฐาน ของครอบครัวว่าขาดการปลูกฝัง ขาดการเอาใจใส่จากพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้ระบบความคิดของเขาขาดการกลั่นกรอง ตามหลักจริยธรรม ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมเมืองอยู่ใต้กระแสบริโภคนิยม ที่ว่าด้วยการกอบโกยผลประโยชน์ ทำให้หลายฝ่ายละเลย การขัดเกลาจิตใจ จึงกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง การกระทำที่ผิดศีลธรรมจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป”

นักวิชาการอิสระชื่อดังยังแสดงความวิตกต่อไปด้วยว่า “หากสังคมไทยสร้างให้เด็กอยู่ห่างไกล กับจริยธรรมออกไปเรื่อย ๆ หรือแม้แต่การปล่อยให้มีประโยคที่ว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เด็กรุ่นต่อไปมีแนวโน้ม ที่จะละเลยการทำความดี เห็นความสำคัญทางด้านวัตถุมาก่อนจิตใจ และอาจนำไปสู่การประพฤติทุจริตต่าง ๆ เช่น การลอกข้อสอบ การลักขโมย ฯลฯ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการคอร์รัปชั่นในที่สุด”

ขณะที่ ท่านทูตกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า “สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก ลูกจะดีได้ หรือไม่ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ที่จะต้องสอนลูกให้รู้จักความซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย รู้จักการให้ ไม่เห็นแก่ตัว มิเช่นนั้นลูกจะดำรงชีวิตอยู่ในแนวทาง ของอภิสิทธิ์ชนโดยมีผู้ใหญ่เป็นต้นแบบ ตัวอย่างที่สามารถพบเห็นกันทั่วไปคือ การที่ผู้ใหญ่ติดสินบนเจ้าพนักงาน เพื่อแลกกับความสะดวก อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่ตั้งมั่นอยู่ในจริยธรรม รู้จักการปฏิเสธที่จะข้องเกี่ยวกับคนไม่ดี เด็กก็จะซึมซับแนวทางดังกล่าวเอาไว้ด้วย”

พร้อมกันนั้นยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “การที่คนเราไม่มีจริยธรรม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เปรียบเสมือนมะเร็งร้ายของสังคมนั้น ๆ เพราะเมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้น ย่อมนำไปสู่การสูญเสียผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ดังนั้นการที่เด็กส่วนหนึ่งยอมให้คนที่คดโกง ไม่มีจริยธรรมเข้ามาบริหารประเทศได้ เพียงแค่ต้องการให้เศรษฐกิจดีนั้น หารู้ไม่ว่าความเจริญที่ผู้ไร้จริยธรรมได้สร้างขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเงินที่สะพัดไปสู่รากหญ้า ล้วนแล้วแต่เป็นการปลุกกระแสในระยะสั้นเท่านั้น การขาดการให้ความรู้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับวินัยทางการเงิน จะทำให้คนรากหญ้านำรายได้ดังกล่าวไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย และตกเป็นทาสของลัทธิทุนนิยมในที่สุด”

ทางด้านอาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ได้ให้ความคิดเห็น ในเรื่องของวิกฤติการเมือง กับความบกพร่องทางด้านจริยธรรมว่า พ่อแม่ต้องแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส สอนลูกให้รู้ว่า การที่คนเราไม่มีจริยธรรมนั้น จะมีผลลัพธ์อย่างไร บนถนนของความขัดแย้งสายนี้ ผู้ใหญ่ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องทั้งสองด้านให้เด็กๆ ได้รับรู้ข้อเท็จจริง อย่าให้เขาต้องรู้สึกว่าทำไมผู้ใหญ่ต้องทะเลาะกัน เมื่อเด็ก ๆ รับรู้ถึงข้อเท็จจริงผนวกกับจริยธรรมที่ได้ปลูกฝัง คำถามที่เมินเฉยต่อความไม่ชอบธรรมก็จะไม่เกิดขึ้น และความรับผิดชอบในเรื่องของบ้านเมืองก็จะไม่ถูกปฏิเสธอีกต่อไป เพราะทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับ “จิตสำนึก”

น.ส.พิชญ์สินี วงศ์หล่อ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า “ปัญหาจริยธรรมเป็นสิ่งใกล้ตัวเราทุกคน เราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการปรับและเปลี่ยนตัวเองเป็นอย่างแรก ถ้าเรามีจริยธรรม รู้จักความรับผิดชอบ ก็เป็นการลดภาระให้กับสังคม และยังเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นอีกด้วย เพราะถ้าเราเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะไปบอกให้ใครทำดีได้”

หากเปรียบเด็กเป็นต้นไม้ ครอบครัวอาจเปรียบเหมือนปุ๋ยที่คอยบำรุงให้ต้นไม้เติบโตอย่างแข็งแรง ถ้าปุ๋ยไม่มีคุณภาพ ต้นไม้ก็ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นครอบครัวจึงเป็นสถาบันที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ขณะที่บทบาทของครูและสถานศึกษาก็มีส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การสอนให้นักเรียนรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี และรู้จักถามหา “จริยธรรม” อย่างเหมาะสม ซึ่งการพูดคุยด้วยความเข้าใจ และสร้างความน่าเชื่อถือก็เป็นสิ่งที่นำเด็กสู่ถนนสายจริยธรรมได้อีกวิธีหนึ่ง


ข้อมูลข่าวโดย          วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2551

โพลยัน"ความสุข"คนไทยต่ำสุดรอบ3ปี         17/11/51  
ผลวิจัยพบคนที่ไม่มีความสุข มักดูทีวีนานกว่าคนมีความสุข            16/11/51   
สุขภาวะทางใจเด็กไทย เริ่มต้นที่บ้าน สานต่อที่ครู
           15/11/51      
ฆาตกร ม.2         13/11/51    
จีนหาทางแก้ปัญหาติดเน็ตกันงอมแงม ถือเป็นผู้ ป่วยสิ่งเสพติด        13/11/51   
ประเมินร.ร.เก่งพบน.ร.ความสุขลดฮวบ   
  12/11/51   
 นักวิชาการชี้เด็กบกพร่องจริยธรรม เหตุสถาบันครอบครัวละเลย     11/11/51      
เมา-เจ็บ-ตาย-เสียตัว! 'ลอยกระทง' นับวันจะยิ่ง 'หลงทาง'     11/11/51  
โอกาสที่"วัยรุ่น"ควรได้!!!     11/11/51  
หวั่นโจ๋ลอยกระทงเซ็กซ์      11/11/51