|
เป็นข่าวที่สะเทือนใจและก่อให้เกิดความรู้สึกช็อคกับทุกคนที่รู้ข่าวนี้ โดยเฉพาะคนที่เป็นพ่อแม่ และเกิดคำถามต่อสังคมว่าจะแก้ไขอย่างไรกับเด็กที่น่าสงสัยว่าจะติดเกมส์ จนถึงขั้นที่ควรจะต้องเร่งช่วยเหลือ จากการสำรวจของ ผศ. นพ. ศิริไชย หงส์สงวนศรี คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี พบว่าเด็ก กทม. ม.1 ม.6 เล่นเกมส์กันเป็นปกติวิสัยถึงร้อยละ 86.4 ซึ่งในจำนวนนี้ติดเกมส์ร้อยละ 13.9 อาการติดเกมส์ คือ จะมีความรู้สึกหงุดหงิดหากไม่ได้เล่น พฤติกรรมเปลี่ยนไป จากที่เคยสนใจทำกิจกรรมอื่นๆก็ลดน้อยลง การเรียนแย่ลง มีกิจกรรมร่วมกับเพื่อนน้อยลง ไม่ดูแลตนเอง เช่น ไม่กินอาหาร อดหลับอดนอน ไม่อาบน้ำ ไม่แปรงฟัน แต่งตัวไม่เรียบร้อย จนถึงมีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น โกหก ขโมยเงิน หนีเรียน รวมทั้งก้าวร้าว ฯลฯ
ความถี่ของการเล่นเกมส์ต่อสัปดาห์
แล้วเราควรจะแก้ไขอย่างไรกับวิกฤตนี้
- มาตรการระยะสั้น : รัฐบาลควรมีมาตรการเด็ดขาด ถอดถอนเกมส์ที่เป็นอันตรายออกจากตลาด และมีการควบคุมดูแลติดตามอยู่ตลอดเวลา
- มาตรการระยะยาว : เป็นการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ของครู หมอ พ่อแม่ เด็กและสังคม อย่าโทษกัน อย่างเกี่ยงกัน แต่ต้องทำงานร่วมกัน โดยแบ่งเป็น การเยียวยากรณีติดเกมส์แล้ว และที่สำคัญกว่า คือ การป้องกันเด็กส่วนใหญ่ที่เล่นเกมส์ไม่ให้ติดเกมส์
การเยียวยาเด็กติดเกมส์
- อย่าบอกให้เลิก เพราะเลิกทันทีไม่ได้ (เลิกได้คือ เลิกพูดกับพ่อแม่) ต้องใช้วิธีค่อยๆ
ลดทีละน้อย การปรับพฤติกรรมการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ของเด็ก และวัยรุ่นควรประกอบด้วยการตั้งเป้าหมายโดยให้เด็ก และวัยรุ่นมีส่วนร่วมด้วย เริ่มจากการทำความตกลงกันในเรื่องเวลาที่ใช้เล่นเกมส์ ซึ่งในระยะแรกอาจต้องมีการประนีประนอมกันบ้าง พ่อแม่ต้องสามารถติดตามพฤติกรรมให้เป็นไปตามข้อตกลง และให้รางวัลเป็นแรงเสริมทางบวก เช่น คำชมเชย ของขวัญ สิทธิพิเศษ เป็นต้น เมื่อลูกสามารถทำตามข้อตกลงได้ พ่อแม่ต้องควบคุมให้หยุดเล่นทันทีด้วยท่าทีหนักแน่นและจริงจัง เมื่อครบกำหนดเวลา หากลูกไม่สามารถทำตามข้อตกลงได้ พ่อแม่ต้องมีมาตรการลงโทษ เช่น ห้ามเล่นเกมส์ 1-3 วัน หรือมากกว่านั้น จนกว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงได้ และต้องใช้มาตรการทางอ้อมร่วมด้วย เช่น ควบคุมการให้เงิน เป็นต้น
2. การสนับสนุนพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ พ่อแม่ควรเบี่ยงเบนความสนใจ ที่หมกมุ่นกับการ
เล่นเกมส์ด้วยการจูงใจให้เด็ก และวัยรุ่นสนใจกิจกรรมอื่นที่สนุกสนานและสร้างสรรค์ เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ กิจกรรมในครอบครัว และงานอดิเรกอื่นๆ เป็นต้น เพื่อช่วยให้เด็ก และวัยรุ่นค้นพบศักยภาพของตนเอง และมีความนับถือตนเองดีขึ้น ทั้งนี้พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างในการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์เหล่านี้ด้วย
3. การบำบัดในรูปแบบการจัดค่ายสำหรับวัยรุ่น เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นทำกิจกรรมอื่นที่สนุกสนาน และสร้างสรรค์ เช่น กีฬา ดนตรี ศิลปะ กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เป็นต้น เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าจะได้ผลดีสำหรับวัยรุ่นที่ติดเกมส์คอมพิวเตอร์ ซึ่งขณะนี้คลินิกวัยรุ่น รพ. รามาธิบดี ได้จัดตั้งคลินิกเด็กติดเกมส์ขึ้น และจัดค่ายนี้สำหรับเด็กและผู้ปกครอง
การป้องกันไม่ให้เด็กติดเกมส์
ปัญหาเด็กและวัยรุ่นติดเกมส์คอมพิวเตอร์สามารถป้องกัน การได้ตั้งแต่หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กและวัยรุ่นเริ่มเล่นเกมส์ โดยการฝึกให้เด็กเคยชินกับพฤติกรรม ที่เหมาะสมตั้งแต่อายุน้อย หลีกเลี่ยงการปล่อย ให้เด็กอยู่กับหน้าจอโทรทัศน์ และสนับสนุนให้เด็กเคยชินกับพฤติกรรม ที่เหมาะสม เช่น การออกกำลังกาย การเล่นดนตรี เป็นต้น โดยปฏิบัติดังนี้
1. คำแนะนำเกี่ยวกับการดูโทรทัศน์ของกุมารแพทย์ คือ พ่อแม่ไม่ควรให้เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ดูโทรทัศน์ สำหรับเด็กอายุมากกว่า 2 ปี พ่อแม่ควรจำกัดเวลาในการดูโทรทัศน์ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ให้มีโทรทัศน์ไว้ในห้องนอน พ่อแม่ควรดูโทรทัศน์พร้อมกับลูก เพื่อคอยให้คำแนะนำหากรายการโทรทัศน์มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และสนับสนุนให้ลูกมีกิจกรรมเพื่อความสนุกสนานอย่างอื่น ที่มีประโยชน์มากกว่า ซึ่งคำแนะนำดังกล่าวได้ครอบคลุมถึงการใช้สื่ออื่นๆ รวมถึงการเล่นเกมส์ด้วยอยู่แล้ว
2. พ่อแม่ควรมีความรู้เกี่ยวกับเกมส์คอมพิวเตอร์ที่ลูกเล่น ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดประเภทและระดับ (rating) ของเกมส์ที่ลูกเล่น และต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการบริโภคสื่อ และเทคโนโลยีต่างๆ ด้วย รวมทั้งพ่อแม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ ผลกระทบของการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ และประเภทของเกมส์ที่เด็ก และวัยรุ่นนิยมเล่น ควรพูดคุยและให้ความรู้เหล่านี้ให้ลูกเข้าใจ สามารถให้คำแนะนำในการเลือกเกมส์ ที่ควรเล่นหรือไม่ควรเล่นได้ รวมถึงการห้ามเล่นเกมส์ที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการ ด้านคุณธรรมจริยธรรมของเด็ก
3. พ่อแม่ต้องกำหนดข้อตกลงที่ชัดเจนก่อนอนุญาตให้เล่นเกมส์ ตั้งแต่การกำหนดเวลา และช่วงเวลาที่เล่นเกมส์ให้เหมาะสมและชัดเจน ไม่ใช่เพียงแต่บอกว่าอย่าเล่นมากนักเท่านั้น รวมถึงข้อกำหนดอื่น เช่น ต้องทำการบ้าน หรือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จก่อน เป็นต้น และควรกำหนดเวลาให้สอดคล้องกับตารางกิจกรรมต่างๆ ของเด็กด้วย
4. พ่อแม่ต้องควบคุมการเล่นเกมส์ของลูกให้เป็นไปตามข้อตกลง เนื่องจากการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ เป็นกิจกรรมที่ผู้เล่นมักควบคุมตนเองได้ยาก การเล่นเกมส์จึงต้องอยู่ในสายตาพ่อแม่ ไม่อนุญาตให้เด็กเล่นเกมส์อยู่ในห้องคนเดียว พ่อแม่ต้องคอยติดตามให้เล่นเกมส์ในเวลาที่กำหนด ไม่ให้เสียหน้าที่อื่นๆ เช่น การทำการบ้าน หรือหน้าที่ความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น พ่อแม่อาจใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ติดตามการเล่นเกมส์ของเด็กที่มีจำหน่ายอยู่ ซึ่งพ่อแม่สามารถติดตามพฤติกรรมการเล่นเกมส์ รวมถึงสามารถควบคุมเวลาได้ด้วย รวมทั้งต้องคอยกำกับให้เป็นไปตาม ที่ตกลงกันไว้อย่างจริงจัง ไม่ปล่อยให้ละเมิดกฎหรือให้เล่นได้ตามใจชอบ
5. เมื่อมีการละเมิดกฎต้องมีมาตรการจัดการอย่างจริงจังและชัดเจน เช่น อาจเตือนล่วงหน้า 5-10 นาทีก่อนหมดเวลา ถ้าไม่ปฏิบัติตามพ่อแม่ จะปิดเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่มีการต่อรอง และคำอธิบาย และไม่บ่นว่าหรือพูดเตือนซ้ำซาก รวมทั้งไม่ต้องสนใจปฏิกิริยาของเด็ก ที่อาจต่อต้านหรือโวยวาย การปฏิบัติอย่างจริงจัง และสม่ำเสมอจะช่วยให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลงได้ง่ายขึ้น หากยังไม่สามารถทำตามข้อตกลงได้ อาจต้องเพิ่มมาตรการลงโทษ เช่น ห้ามเล่นเกมส์ 1-3 วัน หรือมากกว่านั้นจนกว่าเด็กจะปฏิบัติตามข้อตกลงได้
6. การป้องกันล่วงหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การฝึกให้เด็กมีวินัยและสามารถควบคุมตนเองได ้ด้วยการไม่เลี้ยงดูอย่างตามใจเด็กมาตั้งแต่อายุน้อยๆ ซึ่งพ่อแม่ควรเริ่มฝึกวินัยตั้งแต่เด็กอายุ 1-2 ปีขึ้นไป ทั้งนี้การฝึกวินัยที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยความสัมพันธ์ ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับลูกเป็นพื้นฐานด้วย หากพ่อแม่ยังไม่สามารถฝึกวินัยลูกในเรื่องอื่นๆ ได้ ก็ไม่ควรอนุญาตให้ลูกเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เด็กมักควบคุมตนเองได้ยาก |