ผลสำรวจชี้ค่านิยมมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยทำวัยรุ่นไทย เสี่ยงฯ


ผลสำรวจชี้ค่านิยมมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยทำวัยรุ่นไทย เสี่ยง"โรคหนองใน"พบร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเป็นหญิงมากกว่าชาย

สธ.เผยค่านิยมอยู่ก่อนแต่ง และมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำวันรุ่นไทยเสี่ยงป่วนโรคหนองในเพิ่มขึ้นชี้ร้อยละ 80 ของผู้ป่วยโรคหนองในเป็นหญิงมากกว่าชาย และส่งผลให้ผู้หญิงเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกมากขึ้นในขณะที่ผู้ป่วยหนองในจะมีโอกาสรับเชื้อเอดส์ได้ง่ายกว่าคนปกติ ย้ำ!! การป้องกันโรคยังคงต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และทุกช่องทางที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางอวัยวะเพศ ทางทวารหนัก หรือทางปาก

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าจากผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตัวเลขของผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีแน้วโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบว่าผู้เป็นโรคมีอายุน้อยลงโดยเฉพาะในเยาวชนอายุ 15-16 ปี จะเป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด เนื่องจากวัยรุ่นมีค่านิยมที่จะอยู่ก่อนแต่งงาน หรือนิยมมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังไม่มาก โดยขาดความรู้ ความเข้าใจในการป้องกันตัวเอง ซึ่งการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรจะทำให้เกิดการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่าย เช่นโรคหนองในแท้ หนองในเทียม แผลริมอ่อน กามโรคของต่อมท่อน้ำเหลือง ซิฟิลิส และแผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ ทั้งนี้จากายงานของกลุ่มระบาดวิทยา และข่าวกรองของหน่วยงานปี 2554 พบว่าใน 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าพบผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จำนวน 133 ราย ร้อยละ 80 เป็นโรคหนองในและเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยเฉพาะเพศหญิงถ้ามีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ตั้งแต่อายุยังน้อยจะมีโอกาสติดเชื้อประมาณ 70-80% ซึ่งการติดเชื้อนี้ในเพศหญิงส่วนใหญ่มักไม่ปรากฏอาการแต่จะสามารถแพร่เชื้อให้กับคู่นอน และผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวกับผู้ชายที่มีเชื้อโกโนเรีย หรือ หนองในแท้โดยไม่สวมใส่ถุงยาง จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกด้วย การป้องกันโรคนี้ จึงยังคงต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งและทุกช่องทางที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางอวัยวะเพศ ทางทวารหนักหรือทางปาก

ด้านนายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าจากข้อมูลในปี 2553 พบว่ามีผู้มาตรวจโรคในสถานพยาบาลทั่วประเทศทั้งสิ้น 74,996 รายในจำนวนนี้พบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 11,099 ราย ซึ่งสาเหตุของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดจากการติดเชื้อ ใน 3 กลุ่มได้แก่

1. เกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ เริ่มที่อวัยวะเพศ หูดหงอนไก่ ไวรัสตับอักเสบบี ฯลฯ ซึ่งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้บางชนิดไม่มียารักษา และบางชนิดยังสามารถฝังตัวอยู่และกลับมาเป็นซ้ำได้อีก

2. เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ท่อปัสสาวะอักเสบ ช่องคลอดอักเสบ ฯลฯ ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ

3. เกิดจากเชื้ออื่นๆ เช่น พยาธิ ซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะเช่นกัน

"ทั้งนี้จากการที่พบโรคหนองแท้เพิ่มมากขึ้น ชี้ให้เห็นถึงการละเลยที่จะใช้ถุงยางอนามัยในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ และยังข้อมูลมีที่ชัดเจน คือ โรคหนองในมีความสัมพันธ์กับโรคเอดส์โดยตรง ผู้ป่วยหนองในมีโอกาสรับเชื้อเอดส์ได้ง่ายกว่าคนปกติ โดยอาการบ่งชี้ว่าเป็นโรคหนองในในผู้ชายจะแสดงหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 3-5 วัน ผู้ติดเชื้อจะมีหนองขุ่นข้น ไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ ปัสสาวะแสบขัด ถ้าไม่รักษาปล่อยทิ้งไว้ เชื้ออาจลุกลามสู้อัณฑะมีโอกาสทำให้เป็นหมันได้ ส่วนในผู้หญิงจะมีตกขาวเป็นมูกหนอง ปวดท้องน้อย ปัสสาวะแสบขัด เชื้ออาจลุกลามถึงมดลูก ทำให้เกิดท้องนอกมดลูกได้ ส่วนการติดเชื้อจากแม่ไปสู่ลูกนั้น พบได้ในการติดเชื้อหนองในแท้ หนองในเทียม เริม และกามโรค โดยมีการติดเชื้อได้ทั้งในขณะตั้งครรภ์และในขณะคลอด ทารกที่ติดเชื้อจะมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นตามมา เช่น เจริญเติบโตผิดปกติ พิการ และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นสตรีที่ตั้งครรภ์จึงควรต้องได้รับการตรวจคัดกรอง และรักษาโรคต่างๆ ดังกล่าวอย่างเหมาะสม รวมทั้งป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์เสียแต่เนิ่นๆ หนทางป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การปฏิบัติทางเพศอย่างปลอดถัย ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ รักษาความสะอาดของร่างกาย และอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอสำหรับผู้ป่วยควรงดการมีเทศสัมพันธ์เพื่อป้องกัน การแพร่กระจายของโรค งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดไม่ควรซื้อยารักษาตนเองเพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยารักาไม่หาย ไปรับการตรวจตามนัดทุกครั้ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์" อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว...


ข้อมูลข่าวโดย          วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555